ประกาศย้ายบล็อก

posted on 26 Apr 2012 23:13 by alittleparfait
เนื่องจาก เราจำเป็นต้องย้ายบล็อก ซึ่งตอนนี้ก็ย้ายเนื้อหาครบเรียบร้อยแล้ว บล็อกใหม่ค่ะ Alittleparfait.wordpress.com ซึ่งก็มาสาเหตุหลายอย่าง แต่เราคิดว่าถ้าใช้ Wordpress เราน่าจะอัพเดทแล้วก็เขียนอะไรได้มากกว่านี้
 
ที่สำคัญคือ ตอบคอมเมนต์ได้เลย แล้วก็หาเอนทรี่เก่าๆได้ง่ายมากขึ้น
 
ฉะนั้น บล็อกนี้ เพรฟก็จะคงทุกอย่างไว้แบบนี้ ไม่ลบแต่ก็ไม่มีอะไรอัพเดทแล้ว สำหรับคนที่อยากอ่านอะไรเพิ่มเติม ก็ตามไปที่ Wordpress ได้เลยนะคะ
 
แล้วเจอกันค่ะ
 
ลาก่อน 
 
Exteen ที่อยู่ด้วยกันมาครึงปี ^_^
ก่อนอื่น สิ่งแรกที่เพรฟอยากบอกก็คือ ตอนนี้เพรฟเหมือนจะยุ่งมากกก ถึง มากกที่สุด ฉะนั้น เวลาอัพบล็อกก็จะน้อยลง ถึงแม้ตอนนี้มีเรื่องอยู่ในหัวที่อยากเขียนเยอะ แต่เวลาไม่เอื้อเลยจริงๆ T^TTT
 
เมื่อวาน เป็นวันแรกที่เพรฟไปเรียน AUA ซึ่งคอร์สที่เรียนคือ AEP หรือ Advance ENglish Program ซึ่งเหมาะมากสำหรับคนที่จะไปเรียนต่อเมืองนอก หรือว่าจะเข้าเรียนภาคอินเตอร์ต่างๆ เพราะเนื้อหาจะเน้นทางด้านวิชาการมากกว่าการใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน
 
 
ภาคเช้า
เพรฟเรียนอ่านและเขียนซึ่งส่วนตัวได้อยู่ค่อนข้างสู. ดังนั้นเพื่อนร่วมห้องจึงค่อนข้างเก่งมากกก มีทั้งคนเตรียมไปต่ออังกฤษและเมกา ซึ่งส่วนมากเขาก็ไปเรียนปริญญาโทกัน
เมื่อวาน เนื่องจากเป็นวันแรก ก็จะเน้นให้พร้อมสำหรับการเรียนก่อน มีทั้งให้เขียน และให้พูด Discussion ในกลุ่ม ซึ่งอีกสิ่งหนึ่งที่ช่วยให้บรรยากาศการเรียนเป็นไปได้ด้วยดีก็คือทุกคนกล้าพูด กล้าถาม
 
เรื่องที่เราจะเรียนในภาคเช้าช่วง 3 อาทิตย์แรก เพรฟจะเรียนเรื่องมนุษยวิทยา Anthopology เหมือนวานก็มีพูดถึงเรื่องขอศาสนาไปบ้าง แต่คาดว่าน่าจะมาต่อกันที่วันนี้
ส่วนการบ้าน เยอะมากๆๆ
ทั้ง เขียนสรุปและวิเคราะห์ข่าว อ่านหนังสือที่กำหนดให้จบบทแรก ตอบคำถามในแบบฝึกหัด
 
 
ภาคบ่าย
มีคนน้อยลงหน่อย ซึ่งเพรฟว่าก็ดี เพราะเราจะมาเรียนในเรื่องของการฟังและพูด ซึ่งเขาไม่เน้นให้พูดเฉยๆ แต่หนักไปทางการ Presentation มากกว่า ซึ่งวันนี้ก็ต้องพรีเซ็นต์ไปนั่งกลางห้องพูดเรื่องเกี่ยวกับอะไรสักอย่าง
สำหรับคาร์สนี เพรฟว่าก็ดีเหมือนกัน เพราะเน้นให้เราได้นำเสนอ และหลักการที่ถูกต้อง เห็นบอกว่ามีต้องทำ Power Point ด้วย
 
อ๊าากกกก  ดูจริงจังสุดๆ
 
ความรู้สึกก็คือเหนื่อยกว่าไปโรงเรียนอีก เรียนวันหนึ่งห้าชั่วโมงแบบเต็มที่ แต่ก็ดี หวังว่าภาษาอังกฤษเราจะดีขึนนะ
 
 
ถ้าว่าง จะมาอัพให้บ่อยที่สุดนะคะ มีอะไรอยากคุยทิ้งไว้ในเพจนะ เพราะ FB น่ะ เข้าทุกวัน ยังไงก็น่าจะตอบเร็วกว่านิสสสนึง
 
 
อีกสิ่งหนึ่งที่เราได้รู้สำหรับการเรียนภาษาอังกฤษก็คือ เราต้องกล้าพูด กล้าถาม พยายามนำเสนอออกไปเลย แม้บางทีเราอาจมีความเห็นไม่ตรงกัน แต่ต่างคนก็ต่างภูมิหลังมันก็ไม่ผิด อยู่ที่ว่าเรามีเหตุผลมาสนับสนุนพอไหม
 
และที่สำคัญก็คืออย่าไปบ่นหรือวิจาร์ณคนอื่นเกี่ยวกับเรื่องสำเนียง ฝรั่งน้อยคนที่จะบ่นคนต่างชาติเรื่องสำเนียง อาจมีบ้างถ้าเป็นครูอาจารย์ และเด็กที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแรก เขาก็ไม่เคยพูดเหมือนกัน
 
เห็นแต่คนไทย ที่ชอบบ่นว่าสำเนียงเพื่อนหรือใครห่วย เราว่าจุดสำคัญของภาษาไม่ใช่อยู่ที่สำเนียง แต่อยู่ที่ว่าเราสามารถสื่อสารและเรียบเรียงสิ่งที่เราจะนำเสนอได้แค่ไหน ตราบใดทีคนฟังเข้าใจ เราว่ามันก็โอเคอยู่
 
การตัดสินคนจากสำเนียง เราว่าก็เหมือนตัดสินคนจากลายมือ ไม่ใช่คนที่ลายมือไม่สวยจะเป็นคนเขียนไม่เก่งอย่างเดียว ดังนั้น เราเป็นคนไทยพูดภาษาไทยเป็นภาษาแรกทั้งนั้น อย่าตัดสินใครหรือวิจาร์ณจากสำเนียงนะคะ
 
(เพราะการวิจารณ์สำเนียงคนอื่น ทำให้คนๆนั้นไม่กล้าพูด ก็ยิ่งไม่พัฒนาเข้าไปใหญ่เลย)
 
 
พรสวรรค์กับพรแสวง หลายคนก็คงรู้และให้ความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะถ้าขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไป ก็อยากที่เราจะประสบความสำเร็จในการทำเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
 
แต่ที่นี่ เราลองมาดูที่มาของคำทั้งสอง ความสำคัญ และวิธีปรับความคิด เพื่อที่เราจะได้ใช้ชีวิตอย่างที่เป็นอยู่ได้อย่างมีความสุขกันดีกว่า
 
คำว่า พรสวรรค์ จริงๆ เพรฟก็ไม่ได้รู้ที่มาหรอก แต่รู้ว่ามีคำศัพท์ภาษาจีย ที่คงมีอายุมาเป็นพันๆปีแล้ว เราเรียกว่า เทียนไช้ (อาจสะกดไม่ถูก) ซึ่งคำนี้ หากแปลตรงตัวก็คือ สิ่งที่สวรรค์ประทานมาให้ หรือหมายความตรงๆก็คือ พรสวรรค์นั่นเอง
 
สังคมจีน รวมไปถึงสังคมเอเชียของเราจึงมีความเชื่อเรื่องพรสวรรค์มาก เห็นคนนี้เก่งระดับโอลิมปิก วาดรูป เล่นดนตรีเก่ง ก็มักเหมารวมไปว่า เด็กคนนี้มีพรสวรรค์ (และอาจบ่นโทษตัวเองต่อว่าไม่มีวันทำได้หรอกกกก) 
 
ดังนั้น สังคมเอเชียของเรา จึงมักมีความเชื่อฝังหัวแปลกๆ ประมาณว่าคนเก่งเลขต้องไม่เก่งภาษา คนเก่งภาษาต้องไม่เก่งเลข หรือคนที่ไม่ชอบเลขต้องวาดรูปเก่ง ทั้งที่จริงๆ อาจจริงเป็นบางส่วน แต่ก็ไม่ได้เป็นกฎตายตัว 
 
อีกความเชื่อหนึ่งที่ตามมาก็คือ คนเราต้องเก่งแค่เรื่องเดียว ทำมันเรื่องนั้นเรื่องเดียวให้ลึก เก่ง เทพที่สุด ถามว่าควรไหม ก็ ควร  สมมุติว่าเราทำอาชีพนักเขียน ถ้าเรารู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งลึกๆ ก็ย่อมดีกว่ารู้เพียงผิวเพลิน
 
แต่ประเด็น สำคัญคือ เราต้องทำเพียงเรื่องนั้นเรื่องเดียวหรือ
 
เมื่อวันก่อน หลังจากที่เพรฟหายไป เพราะไปฝังตัวอยู่ใน Korean self-studying community เป็นสังคมเล็กๆ ออนไลน์ที่เป็นกลุ่มคนที่เรียนภาษาเกาหลีด้วยตัวเอง ก็เลยมีเพื่อนหลายชาติ หลายภาษา หลายวัฒนธรรม มีคนหนึ่ง เธอเป็นนักเรียนจาก Standford มหาวิทยาลัยระดับ ท็อปๆ ของอเมริกา 
 
เพรฟก็เดาว่า เธอต้องเรียนเมเจอร์พวกภาษาแน่เลย แต่ผิดคาดค่ะ เพราะเมเจอร์ของเธอคือวิทยาศาสตร์และกำลังเรียนปริญญาเอกอยู่ด้วย
 
เพรฟชอบประโยคหนึ่งของเธอที่พูดว่า Science is my livelihood but Korean is my passion. และเธอก็ทุ่มเทให้กับสองสิ่งนี้ที่เธอรักและประสบความสำเร็จอย่างสวยงาม
 
ยิ่งช่วงนี้ เพรฟออกไปอยู่ในสังคม ได้เพื่อนใหม่ ได้คนรู้จักหลายคน ที่มาจากความคิดในแบบตะวันตก ก็ยิ่งชอบและอยากมาเล่าต่อว่า เขาไม่จำกัดตัวเองแค่คำว่า พรสวรรค์ หรือ talent ถ้าอยากมีก็สร้างมาเอง อยากมีก็ลองทำดู เพราะอย่างน้อยเราก็จะได้รู้ว่าชอบหรือไม่ชอบ
 
ในขณะที่สังคมไทยเรา กลับตีกรอบให้เด็กต้องเลือกว่าจะเข้าสายวิทย์หรือศิลป์ แล้วถ้าฉันชอบชีวะ แต่อยากเรียนภาษาที่ 3 ก็เลือกสายกันไม่ถูกเลย แต่กลับมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เขาบอกเด็กที่อยากเข้าเลยว่า ควรลงเรียนพวกฟิสิกส์ เคมี แต่ก็อย่าลืมให้เรียนภาษาด้วย
 
ซึ่งก็ไม่รู้ว่า ระบบการศึกษาจะทำร้ายเราไปอีกแค่ไหน
 
 
พักนี้มีทฤษฎีเกี่ยวกับสมองออกมามากมาย หนึ่งในนั้น (ฟังจากคนเล่ามาอีกที) เขาบอกว่า จริงๆแล้ว ความฉลาดของเรา 50 เปอร์เซนต์ มาจากกรรมพันธ์ (ก็อาจนับเป็นพรสวรรค์) อีก 10 มาจากสภาพแวดล้อม และ อีก 40 มาจากตัวเราเอง (พรแสวงนั่นเอง)
 
40 อาจน้อยกว่ากรรมพันธ์ แต่นับๆ ดูก็เกือบครึ่งๆเหมือนกันเลยนะ ถ้าเราพยายามเติม 40 นี้ให้เต็ม  ก็มาเกือบจะถึงครึ่งทางแล้ววว
 
 
 
ในมุมมองของเพรฟ
เพรฟว่า ความสนใจของเราหรือที่ฝรั่งเรียกว่า Passion นี่แหละค่ะ เป็นตัวจุดประกายให้เราได้เริ่มทำอะไรใหม่ๆ แปลกๆ แต่เราจะเริ่มออกเดินทำตามฝันหรือไม่ ก็อาจเป็นไปตามพรแสวงของเรา
 
แล้วพรสวรรค์ล่ะ? สำหรับเพรฟ เราว่าพรสวรรค์ เป็นเหมือนน้ำมันที่ทำให้การจุดประกายไฟของ Passion ติด เพราะ
 
งงไหม
 
สมมติ (เป็นเรื่องจริง)
 
เพรฟเป็นคนที่วาดรูปไม่ได้
ถึงเพรฟจะมีประกายไฟแวบๆ ว่าอยากวาดรูป แต่ไฟนี้ก็จุดไม่ติดสักที ยังไม่ต้องไปถึงเริ่มออกเดินหรือเปล่า เพราะแค่จุดไฟก็ยังไม่ติด
 
สาเหตุที่ไม่ติดก็คือ เมื่อนึกว่าอยากวาดรูปเก่งๆ แค่อีกเสี้ยววินาทีต่อมา ความรู้สึกก็คือไม่อยากวาด เพราะการวาดรูปของเพรฟเป็นยาขม สมัยเรียนเคยยอมเขียนเรื่องซะยาวหลายหน้ากระดาษแทนที่ต้องจับปากกาสีวาดรูป
 
 
เพรฟก็ไม่รู้ว่าตรงนี้เรียกว่าไม่มีพรสวรรค์หรือเปล่า แต่อย่างน้อยเพรฟก็ได้ลองแล้วว่าไม่ชอบ เพราะเราไม่มีความสุขที่จะจับดินสอวาดรูป
 
 
 
ถึงตรงนี้ ก็ยังอาจแยกไม่ได้เด็ดขาด ว่าตกลงพรสวรรค์หรือพรแสวงที่สำคัญ
เพราะเพรฟก็ไม่รู้ว่า ถ้าแม่จับมือเพรฟวาดรูปตั้งแต่เกิด เพรฟอาจกลายเป็นศิลปินไปแล้วก็ได้
(ที่บ้านไม่มีใครวาดรูปเป็น)
 
แต่อยากให้รู้อย่างหนึ่งว่า
 
1+1 = 1
เมื่อพรสวรรค์ + พรแสวง = ชีวิตของเรา
 
 
จงออกเดินบนเส้นทางที่ฝันและปราถนา
 
ตามทฤษฏีของเต๋าบอกไว้ว่า
โลกนี้มีหยินและหยาง
สูงขึ้นไปหยินและหยางรวมเป็นหนึ่ง
สูงขึ้นไปอีก คืออนัตตา
 
ในวันนี้ ชีวิตเราก็เป็นหนึ่ง ออกเดินและพยายามบนสิ่งที่เราอยากทำ
คำว่าเสียใจเพราะไม่ได้ทำ เจ็บปวดแค่ไหน คนที่เคยเจอก็คงรู้แล้ว
 
แต่คนที่ไม่เคย อยากบอกว่าเหมือนนักวิ่งที่ล้มลงกับพื้นตั้งแต่ไม่ได้ออกวิ่ง
แม้เขาคนนั้น จะพร้อมแค่ไหนก็ตาม